วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

เส้นทางชีวิต

ชีวิตที่ผ่านมา น่าเสียดาย แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ ที่ว่าน่าเสียดายเพราะตอนเด็กเคยอยู่กับยาย ยายมักสอนให้ฝึกนั่งสมาธิก่อนนอน เอ้านั่งก็นั่งแต่ก็ไม่รู้หรอกว่านั่งเพื่อะไร รู้แต่ว่านั่งเพื่อให้เกิดสมาธิแล้วสิ่งดีๆก็จะตามมา ดังนั้นตอนเด็กได้ฝึกนั่งสมาธิแบบเด็กๆคือ นั่งขัดสมาธิ หลับตา หายใจเข้าภาวนาคำว่า พุทธ หายใจออกภาวนาคำว่าโธ ทำได้แค่นี้โดยไม่วอกแว็กก็เก่งแล้ว  ไม่รฃุ้เป็นไงในสมัยเด็กความจำดีมาก เรียนอะไรที่โรงเรียนแล้วแทบไม่ต้องทบทวนเลย จำได้ดีมาก สอบก็ได้ที่หนึ่งทุกครั้ง พอเริ่มโขึ้นมาไม่ค่อยได้อยู่กับยาย การนั่งสมาธิก็เหินห่างไปมาก มาระลึกย้อนหลังเห็นได้ชัดว่า ต้องใช้ความพยายามในการเรียน ท่องจำและทบทวนบทเรียนมากขึ้น ความจำก็รู้สึกว่าลดลงอย่างชัดเจน ยิ่งท่องยิ่งลืม ตอนนั้นรู้แต่ว่าต้องท่องให้มากขึ้น ตอนเรียนสมัยมัธยมต้นและมัธยมปลายการเรียนก็ยังดีอยู่ แต่พอสอบเข้าเรียนในคณะแพทย์ได้ยิ่งเพิ่มความเครียด เรื่องการนั่งสมาธิเลิกพูดถึงได้เลย สวดมนต์ก่อนนอนก็ไม่ต้องพูดถึงจนเรียนจบและศึกษาต่อเป็นศัลยแพทย์ คราวนี้แหละแม้เวลานอน เวลากินก็ไม่มีให้เห็นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ต้องรีบกินรีบทำงาน เรื่องการฝึกจิตก็เป็นอะไรที่ไม่มีคนพูดถึงในหมู่เพื่อนแพทย์ อาจมีในบางชมรมเช่นชมรมพุทธที่อาจมีโอกาสได้ศึกษาธรรมะ แต่ก็นั่นแหละขึ้นอยูกับว่าสมาชิกและประธานชมรมรู้มากน้อยเพียงไรเกี่ยวกับวิถีทางพุทธศาสนา เพราะเท่าที่เคยสัมผัสผิวเผินจะเน้นไปทางพิธีกรรมทางศาสนามากกว่าแก่นของศาสนา
หลังจบศัลยแพทย์มาอยู่ที่จอมทอง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลอำเภอขนาดใหญ่ แต่ละวันมีความเครียดความทุกข์รุมเร้าตลอดวัน ร่างกายและจิตใจก็เริ่มโทรมเพราะไม่มีเวลาจะบำรุงซ่อมแซม ทำแต่งาน ทำแต่งาน พอทำได้สักพักเริ่มได้คิดว่าเอ๊ะนี่...ชีวิตขาดอะไรสักอย่างที่สำคัญพอๆกับการหายใจ...คือขาดไม่ได้..ความเครียดที่เกิดขึ้นมันมาจากทุด้าน ทั้งทีี่ทำงาน ที่บ้าน เครียดภายใน เครียดภายนอก ...บางครั้งตั้งหลักไม่ถูก มึนไปหมด บางครั้งใช้การทำสมาธิเข้าช่วยแต่ก็ไม่ได้จริงจังอะไร ก็ดีขึ้นบ้าง หายทุกข์เร็วบ้างช้าบ้างแล้วแต่เหคุปัจจัย บางครั้งแก้ไม่ได้ก็ต้องรอเวลาให้ผ่านไปนานๆแล้วมันก็เลือนรางไปเอง
มีอยู่วันหนึ่งที่ทำให้รู้ตัวว่าเราทำอะไรขาดหายไปจากการดำรงชีวิต คืนนั้นเข้านอนแล้วนึกอยากไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน  พอขึ้น  อรหังสัมมาสัมพุทโธภัควา พุทธังภควันตังอภิวาเทมิ สวากขาโต ....นึกอยู่พักหนึ่ง คิดไปคิดมา สุดท้ายต้องยอมทำในสิ่งที่ตนไม่เคยคิดว่าจะมาเกิดกับตน นั่นคือยอมกราบพระ 3 ครั้ง แล้วนึกถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ โดยที่สวดมนต์บทที่ง่ายที่สุดไม่จบ....นี่ช่วยกระตุกต่อมคิดให้ผม....นี่เองที่เรียกว่าออกห่างศาสนา ไม่ต้องพูดถึง แนวทางการปฏิบัติขั้นสูงอื่นๆ ก็แค่อยากจะสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนยังลืม...สิ่งที่สำคัญหรือแก่นของศาสนาก็อยู่ลึกเกินที่จะสัมผัสแน่...นั่นทำให้ต้องรีบค้นหาสิ่งที่ขาดหายในชีวิต...หนังสือเป็นสะพานนำไปสู่เส้นทางธรรม....นี่ก็เป็นก้าวแรกที่ทำให้เริ่มรู้จักแก่นแท้ของศาสนา..สติปัฏฐาน 4